Realistic's profile:::M:::a:::w:::a:::r:::d...PhotosBlogLists Tools Help

Realistic

Occupation
Location
Photo 1 of 2

My Custom Part

May 09

ความเห็นแก่ตัวในระดับโมเลกุล

By แทนไท ประเสริฐกุล

 

หมายเหตุ:

ขออนุญาตไม่แปลโคว้ทภาษาอังกฤษ เบส ออน แอสซัมชั่น ที่ว่า ผู้อ่าน open น่าจะอ่านภาษาอังกฤษกันออก ถ้าใครแปลไม่ออก ถือว่าเป็นความผิดของคุณเองที่ไม่มีตังซื้อดิกชันนารี ผู้เขียนไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

บทความนี้ได้ข้อมูลและแรงบันดาลใจจาก บทที่ 4 (genetic mutiny and gender) ของหนังสือ The Red Queen – Sex and the Evolution of Human Nature โดย Matt Ridley

............................................................................

ความเห็นแก่ตัวในระดับโมเลกุล

“Let everyone sweep in front of his own door, and the whole world will be clean.”

Johann Wolfgang Von Goethe

1749-1832, German Poet, Dramatist, Novelist

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย... ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี

เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก สามัคคีคือพลัง รวมกันเราอยู่แยกหมู่เราตาย

คนๆ เดียวทำอะไรไม่ได้มาก แต่ถ้าหากหลายคนช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ต่อให้เป็นธูปก้านใหญ่ที่สุดในโลก เราก็ทำได้มาแล้ว

ความเจริญในสังคมที่เราเอ็นจอยอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลผลิตมาจากการร่วมแรงสร้างทั้งนั้น ห้างก็สร้างขึ้นด้วยทีมเวิร์ค นาไร่ก็ทีมเวิร์ค การที่เรามีน้ำกิน มีไฟฟ้าใช้ มีถนนหนทาง มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ นั่นก็มาจากทีมเวิร์คทั้งสิ้น บางคนอาจจะบอก อ้าว แล้วอย่าง ภาพเขียน โมนาลิซ่า นั่นล่ะ คุณลีโอนาโด เค้าวาดของเค้าคนเดียวไม่ใช่เหรอ.. นั่นก็จริง แต่ลองนึกดูดีๆ ที่ดาวินชี่มีเวลาและมีแรงมานั่งเขียนรูปได้ ก็เพราะเขาไม่ต้องมัวไปนั่งปลูกข้าวกินเอง ไม่ต้องมัวไปล่าหมูป่า ไปตักน้ำจากลำธาร ขนาดสีกับพู่กันที่เขาใช้ เขาก็ไม่ได้เป็นคนผลิตมันขึ้นมาเอง

“A hundred times every day I remind myself that my inner and outer life depend on the labours of other men, living and dead, and that I must exert myself in order to give in the same measure as I have received and am still receiving.”

Albert Einstein

1879-1955, German-born American Physicist

สังคมทุกวันนี้ สลับซับซ้อนมาก จนแทบจะไม่มีใครอยู่ได้ลำพังโดยไม่พึ่งความรู้ความสามารถของคนอื่น ลองนึกสภาพ หากคุณเกิดมาแล้ว ต้องมานั่งค้นพบวิธีจุดไฟด้วยตนเอง ต้องคิดภาษาเอง อยากกินปลา ก็ต้องออกทะเลไปจับมาเอง ขนาดเรือกับเบ็ดตกปลาก็ต้องคิดเองประดิษฐ์ขึ้นมาเองทั้งหมด อย่าว่าแต่อย่างงู้นอย่างงี้เลย แค่เมื้อเช้าที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ก็นอนอยู่บนเตียงซึ่งใครก็ไม่รู้เป็นคนสร้างขึ้น สวมใส่เสื้อผ้าที่ใครก็ไม่รู้เป็นคนเย็บปัก สิ่งสารพัดที่เอื้ออำนวยให้ผมและคุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเหล่านี้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากมนุษย์เป็นสัตว์สันโดษ ไม่มีการอยู่รวมกันเป็นสังคม และไม่มีการแบ่งหน้าที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

“Now the greatest accomplishment of reason is the discovery of the advantages of social cooperation, and its corollary, the division of labor.”

“It is by virtue of the division of labor that man is distinguished from the animals. It is the division of labor that has made feeble man, far inferior to most animals in physical strength, the lord of the earth and the creator of the marvels of technology.”

Ludwig von Mises

1881-1973, Austrian economist and social philosopher

สำหรับโคว้ทอันหลังนี่ จริงๆ แล้วคุณ Ludwig แกกล่าวผิดไปนิดหน่อย ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่ค้นพบประโยชน์ของการรวมกลุ่มกันเป็นสังคมแล้วแบ่งงานกันทำ สัตว์หลายชนิดอย่างเช่นผึ้ง มด ปลวก หมาป่า ก็อยู่ร่วมกันเป็นสังคมและมีการแบ่งหน้าที่กันทำคล้ายๆ กับเรา จริงอยู่ สัตว์พวกนี้อาจจะไม่ได้ “ค้นพบ”ในความหมายที่ว่าพวกมันมานั่งคิดและตกลงร่วมกันว่า เออ เรามาช่วยกันดีกว่า น่าจะเวิร์คกว่าต่างคนต่างทำ มดตัวนึงเกิดมามันก็ถูกกำหนดมาเลยโดยสัญชาติญาณ ว่าต้องมีหน้าที่เป็นมดงานนะ หรือมดทหารนะ สัตว์ไม่ได้มานั่งคิดนั่งเลือกว่าจะร่วมมือกันหรือจะแยกหมู่ เหมือนอย่างที่คนเราได้คิดและคิดได้ มันเพียงทำไปตามสัญชาติญาณ สัญชาติญาณที่ธรรมชาติเป็นผู้กำหนด

เช่นนี้ เท่ากับว่า การรวมกลุ่มและแบ่งงานกันทำ เป็นอะไรซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องมีมันสมองไตร่ตรองอยู่เบื้องหลัง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สามารถก่อตัวขึ้นได้เองจากความว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรจากการไปเดินชายหาดแล้วเห็นเศษเปลือกหอยขนาดเท่าๆ กัน ถูกคลื่นซัดทับถมเรียงตัวกันเป็นแนวตรง โดยไม่ต้องมีใครไปออกแบบ.. การจัดระเบียบที่เกิดขึ้นเองโดยปราศจากความคิดชี้นำ

ปรากฏการณ์การจัดระเบียบโดยอัตโนมัติดังกล่าว เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เราคาด บางทีเราลืมคิดไปว่า ร่างกายของเราเองนี่แหละ ประกอบด้วยเซลกว่าล้านล้านเซล ทุกๆ เซลแบ่งงานร่วมมือกันทำหน้าที่ของตนเองอย่างซื่อสัตย์ ด้วยจุดประสงค์ร่วมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว เพื่อสร้างร่างกายที่แข็งแรงและมีชีวิตอยู่ได้ เป็นผลประโยชน์ร่วมอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่มีเซลใดเซลหนึ่งสามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวของมันเอง ลึกลงไปอีก ในแต่ละเซลเรามียีนประมาณ 30,000 กว่าคู่ อยู่กันเป็นหมู่บ้าน มีการร่วมมือกันแบ่งงานแบ่งหน้าที่ ยีนนี้รับผิดชอบเรื่องสร้างเอนไซม์ชนิดนี้นะ ยีนนั้นรับผิดชอบเรื่องผลิตโปรตีนชนิดโน้นนะ.. ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีนักการเมือง หรือนักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ทั้งหลายทั้งแหล่ มาคอยวิเคราะห์ชี้นำ ยีน ไม่มีสมอง ไม่มีความคิด กระทั่งชีวิตมันก็ยังไม่มี เป็นเพียงแค่สารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า DNA

สังคมที่เจริญก้าวหน้าและผาสุก สังคมที่ทุกๆ คนช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม สามารถเกิดขึ้นได้และได้เกิดขึ้นแล้ว ใกล้ๆ ตัวของเรานี่เอง ร่างกายของเราทุกคนคือเทคโนโลยีอันลึกล้ำสุดอัศจรรย์ ที่ยีนของเราได้ร่วมมือกันประดิษฐ์ขึ้นเพื่อความสำเร็จในการอยู่รอดสืบพันธุ์ของมันทุกตัวอย่างเท่าเทียมกัน ตัวเรานี่เอง คือสังคมในอุดมคติ น้ำพักน้ำแรงและความร่วมมือร่วมใจกันของเหล่ายีน

จริงเหรอ?

“It is not from the benevolence of the butcher, the brewer, or the baker that we expect our dinner, but from their regard to their own interest.”

Adam Smith

1723 -1790, Scottish philosopher and economist

คอมมิวนิสต์ สังคมที่คาดหวังให้ทุกคนละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วมุ่งอุทิศตนร่วมแรงร่วมใจเพื่อส่วนรวม ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว ธรรมชาติของคนเรามันบอกว่า ไม่รู้จะเหนื่อยเพื่อคนอื่นไปทำไม หากตัวเองไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ทุกวันนี้ เรายังคงรักชาติ

เราภูมิใจที่ได้เป็นหมอ การรักษาคนให้มีสุขภาพที่ดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

เราภูมิใจที่ได้เป็นครู การให้การศึกษาแก่เยาวชน เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

เราภูมิใจที่ได้เป็นชาวนา หน้าที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องผู้คน เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

เราทำเพื่อส่วนรวม เราทำเพื่อชาติ

แล้วถ้าเกิดสมมุติว่า หมอได้ค่าจ้างรักษา 3 บาทต่อหัว

ครูได้เงินเดือน เดือนละ 10 บาท

ชาวนาขายข้าวได้เกวียนละ 25 สตางค์

ถามว่า จะยังรักชาติ เสียสละทำต่อไปเพื่อส่วนรวมกันอยู่อีกหรือไม่

จะยังมีหมอ มีครู มีชาวนา เหลืออยู่อีกสักกี่คน

ผมเห็นด้วยกับคุณ อดัม สมิธ แรงขับที่ทำให้คนมุ่งทำหน้าที่ของตนเองเพื่อให้ประเทศชาติพัฒนาไปได้ ไม่ได้มาจากสำนึกเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่มาจากสำนึกเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และตอบสนองความต้องการของตนเอง

“Every individual necessarily labors to render the annual revenue of the society as great as he can. He generally indeed neither intends to promote the public interest, nor knows how much he is promoting it. He intends only his own gain, and he is in this, as in many other cases, led by an invisible hand to promote an end which was no part of his intention. By pursuing his own interest he frequently promotes that of the society more effectually than when he really intends to promote it. I have never known much good done by those who affected to trade for the public good.”

Adam Smith

1723 -1790, Scottish philosopher and economist

ปกติแล้ว ในโลกเสรี ทุกอย่างน่าจะดำเนินไปได้ด้วยดีโดยอัตโนมัติ ทุกคนแข่งขันทำมาหากินโดยสุจริต ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผลประโยชน์ของตัวเองที่เราหามาได้ ก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติ และผลประโยชน์ของประเทศชาติ ก็คือผลประโยชน์ที่จะย้อนกลับมาหาตัวเราเองในวันข้างหน้า ซึ่งมันก็จริง เรายอมเสียภาษี ทำให้เรามีถนนหนทาง มีสาธารรูปโภคต่างๆ ใช้ เราประกอบกิจการได้ผลกำไรมาก ประเทศก็รวบรวมเงินภาษีได้มาก ถนนหนทางสาธารณูปโภคที่เราใช้ ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมาก ผลประโยชน์ส่วนรวมกับผลประโยชน์ส่วนตัว ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แล้วถ้าในกรณีที่ระบบเปิดช่องว่างให้เราเลือกได้ระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวม กับผลประโยชน์ส่วนตนล่ะ?

ทะเล สาธารณะสมบัติ

เมื่อหลายเดือนก่อนพ่อพาผมไปตกปลาที่ทะเลตรัง ในตัวเมือง เราแวะที่ร้านโกซี เพื่อนสนิทเก่าแก่ของพ่อ ร้านโกซีขายอุปกรณ์ตกปลา ตามฝาผนังและเคาท์เตอร์ เต็มไปด้วยรูปพ่อกับโกซี หิ้วปลาตัวใหญ่ๆ รูปพวกนั้นเก่าเป็นสิบยี่สิบกว่าปีแล้ว ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องของอดีต

ทริปปี 2006 ของเราจบลงด้วยการที่ไม่ได้ปลาเลยแม้แต่ตัวเดียว

ปลาหมดทะเลแล้ว? เป็นไปได้หรือ?

ปลาเป็นของสาธารณะ ชาวประมงทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในการจับเท่าไหร่ก็ได้ ถ้ามันหมดขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นกรรมที่ตกแก่ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ยุติธรรมดี

อย่างไรก็ตาม ตอนที่มันยังไม่หมดนี่สิ สภาพที่เกิดขึ้นก็คือ มือใครยาวสาวได้สาวเอา

โอ้ย ปลาเต็มทะเล ยังไงๆ ก็ไม่หมดหรอก ขอลากอวนตาถี่หน่อยละกันนะ ขอระเบิดหน่อยละกันนะ จับมากกว่าปกติแค่นิดหน่อยเอง แค่นี้ไม่สะเทือนหรอก.. เสร็จแล้วทุกคนก็คิดเหมือนๆ กัน เสร็จแล้วปลาก็หมดทะเล

Tragedy of the commons โศกนาฏกรรมของสาธารณสมบัติ ทุกคนจ่ายราคาเท่ากันหมด แต่ผลประโยชน์ที่ได้ แล้วแต่ความสามารถในการตักตวง ในระยะสั้น มันเป็นเกมที่คนเห็นแก่ตัวที่สุดจึงจะชนะ

นักล่าปลาวาฬที่ฉลาดจะไม่มัวมาเมตตาไว้ชีวิตปลาวาฬตัวสุดท้ายเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ของมันไว้ เขาจะรีบมุ่งเข้าไปฆ่ามันเสีย ก่อนที่คู่แข่งจะชิงมาจับไป ยังไงสักวันมันก็ต้องตายหมดอยู่ดี

จะไม่มีชาวประมงที่คิดถึงอนาคตของลูกหลานเลยเชียวหรือ หากเสียสละช่วยกันบันยะบันยังสักนิดอาจจะทำให้มีพอกินไปได้อีกหลายรุ่น

อาชีพอื่นล่ะ จะไม่มีเลยหรือ คนที่จะยอมเสียสละ ยอมทำงานเหนื่อยเพื่อส่วนรวม ทั้งๆ ที่ได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า

คำตอบก็คือ มี

แต่ ไม่ใช่ทุกคน ที่จะมีหัวใจเพียงพอ ที่จะทำเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน

ไม่ใช่ทุกคน ที่จะมีสมองเพียงพอ ที่จะคิดไปถึง 100 ปีข้างหน้า คิดไปถึงลูกหลานเหลนโหลน

จะเห็นว่าเมื่อใดก็ตามที่ระบบเปิดช่องว่างให้โกงได้ โกยได้ เมื่อนั้นเราย่อมพบคนโกงคนโกย ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบ

ใช่ บางจังหวะ เรารู้จักหยุด หยุดตักตวงกอบโกย หยุดเอารัดเอาเปรียบ หยุดโกงกิน คนเรายังคงพอมีมโนธรรมสำนึกคุณธรรมจริยธรรม ยังคงพอมีวิสัยทัศน์สามารถมองเห็นหายนะที่ยังมาไม่ถึง ด้วยเหตุนี้สังคมเราจึงยังพอยืนหยัดอยู่ได้ มาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ขนาดในสังคมมนุษย์ที่คนยังพอมีสมองมีหัวใจ บ้านเมืองก็ยังปั่นป่วนได้ขนาดนี้ ยังแย่งกัน ชิงกันทำลายกัน ได้ขนาดนี้

แล้วเช่นนี้ จะนับประสาอะไรกับสังคมของยีน

ยีน ซึ่งเป็นแค่สารเคมี ไม่มีหัวใจแล้วก็ไม่มีสมองเลยแม้แต่น้อย สังคมของยีนที่อยู่กันในเซลของเราแบบ 1 ตำบล 30,000 ผลิตภัณฑ์นั้น เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกยุติธรรมจริงหรือ?

ในสังคมยีนของมอดแป้ง (flour beetle) ชนิดหนึ่ง มียีนอยู่ตัวหนึ่งชื่อ Medea (ตั้งชื่อตามแม่มดชั่วในตำนานกรีก ผู้สังหารลูกในไส้ของตัวเอง) เป็นยีนที่ออกฤทธิ์ฆ่าตัวอ่อนพี่น้องร่วมครอกเพื่อกำจัดคู่แข่งทางพันธุกรรม สมมุติว่าแม่มอดวางไข่ออกมา 30 ฟอง บางฟองก็ได้รับสืบทอด medea มา บางฟองก็ไม่ได้ แล้วแต่ดวง ปรากฏว่าเจ้า medea กลับใช้วิธีเล่นสกปรก ผลิตสารพิษออกไปทำลายตัวอ่อนอื่นๆ ทั้งหมด ยกเว้นแต่เฉพาะพวกเดียวกันคือพวกที่มี medea เหมือนกัน จนสุดท้าย ลูกที่เหลือรอดเติบโตขึ้นมา จะเหลืออยู่แค่ประมาณครึ่งเดียว คือ 15 ตัว แต่ทุกตัวจะมี medea หมด จากมุมมองของแม่มอด นี่เป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เพราะจำนวนลูกที่มันควรจะผลิตได้อย่างแท้จริงกลับต้องมาลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่จากมุมมองของยีน medea นี่คือความสำเร็จ เพราะมันได้กำจัดคู่แข่งในอนาคตไปเรียบร้อย ลูกมอดที่เหลือรอดซึ่งก็คือผู้สืบทอดของมันจะได้ไม่ต้องไปแก่งแย่งอาหารและทรัพยากรต่างๆ กับพี่น้องตัวอื่นๆ ที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน ด้วยวิธีการเช่นนี้ ในรุ่นต่อๆ ไป ยีน medea ก็จะยิ่งประสบความสำเร็จเหนือยีนคู่แข่ง และก็จะแพร่สะพัดไปเรื่อยในหมู่สังคมยีนของมอดแป้ง จนกระทั่งสามารถครอบงำได้ทั้งหมดในที่สุด.. ศึกครานี้ ยีนโกง(medea) เป็นผู้ชนะ สังคมยีน(ตัวมอด) เป็นผู้แพ้

ในแบคทีเรีย มียีนอยู่ตัวหนึ่ง ทำหน้าที่ของมันได้เก่งมากๆ แต่ติดตรงที่ว่า บางครั้งต้องมาจมปลักอยู่กับเพื่อนๆ ยีนที่ไม่เอาไหน เปรียบได้กับ นักเตะดาวรุ่ง ที่สังกัดอยู่ทีมกระจอกๆ นักการเมืองที่ได้รับความนิยม แต่ดันไปสังกัดอยู่กับพรรคที่กำลังจะล่ม นักร้องเสียงสวรรค์ ที่แหง่กอยู่กับวงห่วยๆ ฯลฯ เมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ยีนตัวที่ว่า จะกระตุ้นให้แบคทีเรียตัวนั้นสร้างท่อออกมาเชื่อมต่อกับแบคทีเรียอีกตัวหนึ่ง แล้วตัวมันก็จะสละเรือลำเก่า ขอย้ายทีมไปอยู่กับแบคทีเรียตัวใหม่ ซึ่งอาจจะมีอนาคตสดใสกว่าเดิม โดยทิ้งให้เพื่อนเก่าสู้ชีวิตกันต่อไปตามยถากรรม เกมนี้ คนได้ประโยชน์..ยีนเห็นแก่ตัว คนเสียประโยชน์ สังคมยีนแบคทีเรีย

ในเพลี้ยชนิดหนึ่ง บางครั้งไข่ได้รับการผสมจากสเปิร์มสองตัวพร้อมๆ กัน ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น สเปิร์มตัวหนึ่งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ก็จะเข้าไปรวมตัวกับนิวเคลียสของไข่ตามปกติ ในขณะที่อีกตัวจะคอยแอบซ่อนอยู่ ค่อยๆ แบ่งตัวไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนเรื่อยๆ รอจนกระทั่งแมลงตัวนั้นโตเต็มที่ เจ้าสเปิร์มชั่วนี่ถึงค่อยแผลงฤทธิ์ กัดกินอวัยวะสืบพันธุ์ของแมลงตัวนั้น แล้วเอายีนของตัวมันเองเข้าไปแทนที่ ทำให้เซลสืบพันธุ์ (สเปิร์มหรือไข่) ทั้งหมดที่แมลงตัวนั้นผลิตออกมา กลายเป็นผู้สืบทอดของมันไปซะดื้อๆ สรุปแล้วแมลงโชคร้ายตัวนี้ ต่อไปจะมีลูกกี่ตัวๆ ก็จะไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของมันเลย ชีวิตที่เหลือกลายเป็นเพียงโรงงานผลิตก๊อปปี้ให้กับยีนของสเปิร์มกาฝากตัวนั้นเท่านั้นเอง เป็นกระบวนการ takeover ทางพันธุกรรมที่แยบยลโฉดชั่วที่สุด ให้คนอื่นลงทุนก่อน ตัวเองไม่ทำอะไร แล้วอยู่ๆ ค่อยโผล่ออกมายึดกรรมสิทธิ์เก็บเกี่ยวผลผลิตคนเดียวเวลามันสุกงอม

ในกระบวนการสร้างเซลสืบพันธุ์ของสัตว์ส่วนใหญ่ เหล่าโครโมโซมซึ่งเดิมเคยอยู่เป็นคู่ๆ ( เช่นในคนมีอยู่ 23 คู่ ตอนปฏิสนธิเราได้มาจากฝั่งพ่อ 23 แท่ง ได้มาจากฝั่งแม่ 23 แท่ง รวมกันเป็น 46 แท่ง หรือ 23 คู่ ) จะถูกจับแยกออกจากกันไปอยู่ในไข่คนละฟองในตัวเมีย หรือสเปิร์มคนละตัวในตัวผู้ กระบวนการแยกนี้ โดยปกติแล้วเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างยุติธรรม คือโครโมโซมแต่ละโครโมโซมมีโอกาสถูกบรรจุใส่เซลสืบพันธุ์แต่ละเซลอย่างเท่าเทียมกันหมด เช่นสมมุติว่า บนโครโมโซมคู่หนึ่ง แท่งที่มาจากฝั่งพ่อมียีน a และที่ตำแหน่งเดียวกันบนแท่งที่มาจากฝั่งแม่ มียีน b พอแบ่งแยกเสร็จ (สมมุติว่าเป็นสัตว์ตัวผู้) ก็จะได้สเปิร์มที่มียีน a บรรจุอยู่ 50% และเสปิร์มที่มียีน b บรรจุอยู่อีก 50% ของจำนวนสเปิร์มทั้งหมด ทุกอย่างเป็นไปตามกฎคณิตศาสตร์ง่ายๆ ที่คุณเม็นเดลได้ค้นพบไว้เมื่อเกือบ 150 ปีก่อน เป็นระบบที่ โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้กับยีนทุกยีนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร

จนกระทั่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ได้มีการค้นพบยีนตัวหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 2 ของแมลงหวี่ มีชื่อว่ายีน Sd (segregation distorter) หากแมลงหวี่ตัวผู้ตัวหนึ่งตัวใด มียีนนี้อยู่บนโครโมโซมแท่งใดแท่งหนึ่งของโครโมโซมคู่ที่ 2 ของมัน ( แมลงหวี่ตัวนึงจะมีโครโมโซมคู่ที่ 2 อยู่ 2 แท่ง แท่งนึงได้มาจากพ่อมัน อีกแท่งนึงได้มาจากแม่มัน ยีนที่อยู่บนแต่ละแท่ง อาจจะไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้ แล้วแต่ว่าได้รับมายังไง) พอถึงเวลาที่เจ้าหนุ่มจะเริ่มแบ่งแยกโครโมโซมเพื่อสร้างสเปิร์มเมื่อไหร่ เมื่อนั้น Sd จะเริ่มสร้างสารพิษตัวหนึ่งออกมา มีฤทธิ์ไปป้องกันไม่ให้โครโมโซมที่คู่กับมันอีกแท่งนึง (ซึ่งไม่มียีน Sd อยู่) ได้มีโอกาสถูกบรรจุลงในเสปิร์มตามกระบวนการปกติ ถ้าเป็นมวย ก็คือแอบเอายาถ่ายไปวางให้คู่ต่อสู้กินก่อนขึ้นชก ถ้าเป็นเลือกตั้งก็คือ ลอบทำร้ายคู่แข่งไม่ให้ออกหาเสียงได้ ถ้าเป็นแย่งตำแหน่งกันในสำนักงานก็คือ แกล้งปล่อยข่าวลือไปถึงหูเจ้านายว่าไอ้หมอนั่นเป็นชู้กับเมียท่าน ผลสรุปสุดท้าย โครโมโซมแท่งที่เป็นคู่แข่งกับแท่งที่มี Sd หมดอนาคต ไม่สามารถลงสเปิร์มได้ สเปิร์มที่ขาดโครโมโซมไปแท่งหนึ่ง อยู่ได้ไม่นานก็ฝ่อตาย ท้ายที่สุดก็เหลือจำนวนสเปิร์มอยู่เพียงครึ่งเดียว แต่ล้วนเป็นครึ่งที่มียีน Sd บรรจุอยู่ทั้งหมด หากต่อไปแมลงหวี่หนุ่มตัวนี้ไปมีอะไรกับสาวคนไหนเข้า สเปิร์มทั้งหมดที่ส่งเข้าไปก็จะเป็นสเปิร์มที่มี Sd บรรจุอยู่ด้วย 100% (ถ้ามันไม่โกง โอกาสจะเหลือแค่ 50%) Sd สามารถมั่นใจได้เลยว่าลูกที่ออกมาจะต้องเป็นผู้สืบทอดมันของมันต่อไปแน่นอน ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะมันได้กำจัดคู่แข่งทางพันธุกรรมของมันไปแล้วตั้งแต่เนิ่นๆ

ที่ยกมาทั้งหมดนี่ เป็นเพียงแค่ไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้น ของความเห็นแก่ตัวที่พบได้ในโลกของยีน

ดูเหมือนว่าเมื่อใดก็ตามที่ระบบเปิดช่องว่างให้โกงได้ โกยได้ เมื่อนั้นเราจะพบกับยีนโกงยีนโกย ยีนที่ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบ

ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเองโดยกลไกไร้สมองของธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีความเลว ความโลภในจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าลืมว่า ยีน ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง มันจะคิดชั่วได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นแค่โมเลกุลสารเคมี

เช่นเดียวกับการร่วมมือรวมพลังกันที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น ความเห็นแก่ตัว ก็ดูจะเป็นอะไรซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติเช่นกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่สบช่องโอกาส ยีนจะประพฤติตนเข้าข่ายเห็นแก่ตัวทันที เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นธรรมชาติพอๆ กับ การที่น้ำไหลรั่วออกมา เวลากระป๋องมันมีรู

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ยีนที่พบอยู่ในร่างกายของเราและสัตว์ทั้งหลายทุกวันนี้ โดยนิยามแล้ว ก็คือยีนที่ประสบความสำเร็จในการดำรงตนผ่านการทดสอบของกาลเวลา

ที่มันเดินทางจากอดีตผ่านมาถึงปัจจุบันได้ ก็เพราะมันประสบความสำเร็จในการสร้างก็อปปี้ของตัวเองทิ้งไว้ในอนาคต

ยีนที่ล้มเหลวในเรื่องอย่างว่า ย่อมไม่หลงเหลืออยู่ให้เราเห็น ขณะเดียวกัน ยีนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องอย่างว่า ก็ย่อมอยู่รอดมาให้เราเห็น ไม่ว่าวีธีการที่มันได้มาซึ่งความสำเร็จในเรื่องอย่างว่านั่น จะเป็นวิธีที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือไม่ก็ตาม

ยีนบางยีนประสบความสำเร็จโดยการร่วมมือปรองดองกับยีนอื่นๆ ทำให้มันทิ้งก็อปปี้ของตัวเองไว้ได้มากกว่าทำเองคนเดียว นั่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

ขณะเดียวกัน ยีนบางยีนประสบความสำเร็จจากการเหยียบหัวหักหลังยีนอื่นๆ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง การโกงกินของมัน แม้จะบ่อนทำลายความมั่นคงของสังคมยีนส่วนรวม แต่หากทำแล้วทำให้มันสามารถทิ้งก็อปปี้ของตัวเองไว้ได้มากกว่าชาวบ้าน นั่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จเช่นกัน

ตัวอย่างของ ยีนเห็นแก่ตัว (selfish gene) พวกนี้ยังมีให้ดู ให้ชม ให้อึ้ง ทึ่ง เสียว กันอีกมาก

เพราะฉะนั้นมาดูกันต่อเลยดีกว่า

ผู้หญิง XX ผู้ชาย XY โครโมโซม 2 ตัวนี้ คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จัก นับเป็นความสำเร็จประการหนึ่งของการศึกษาไทย

โครโมโซม X กับ โครโมโซม Y เป็นโครโมโซมเพียงคู่เดียว ที่แต่ละแท่งหน้าตาต่างกันโดยสิ้นเชิง (โครโมโซมอื่นที่เป็นคู่ๆ กัน จะหน้าตาเหมือนกัน) ยีนที่อยู่บนโครโมโซม X ก็ไม่มีอะไรเหมือนกับยีนที่อยู่บนโครโมโซม Y เลยแม้แต่น้อย

เวลาคุณพ่อจะสร้างสเปิร์ม X กับ Y จะต้องแยกจากกันไปลงเรือคนละลำ สเปิร์มที่ผลิตเสร็จแล้วทั้งหมด จะประกอบด้วยสเปิร์มที่ได้ X ไป 50% (เรียกย่อๆ ว่า สเปิร์ม X) และสเปิร์มที่ได้ Y ไปอีก 50% (เรียกย่อๆ ว่า สเปิร์ม Y) เมื่อถึงเวลาออกรบ สเปิร์ม X กับ สเปิร์ม Y ก็จะต้องแข่งกันว่ายน้ำผ่านช่องคลอดยิบรอลต้า เข้าไปหาไข่ในตัวคุณแม่ ถ้า Y ไปถึงก่อน ลูกที่ออกมาก็จะเป็นลูกชาย ส่วนถ้า X ไปถึงก่อน ลูกที่ออกมาก็จะเป็นลูกสาว เนื่องจากสเปิร์ม X กับ สเปิร์ม Y ที่ลงแข่งมีจำนวนพอๆ กันแบบแฟร์ๆ ดังนั้น โอกาสที่จะได้ลูกชายหรือลูกสาวในการปฏิสนธิแต่ละครั้ง จึงเท่ากับ 50:50 ปราศจากความเหลื่อมล้ำทางเพศ

สมมุติว่าถ้าได้ลูกชาย ทั้งคุณพ่อและคุณแม่อาจจะดีใจ แต่แน่นอน จากมุมมองของยีนบนโครโมโซม X นั่นหมายถึงจุดจบ หมดสิ้นกันแล้วชีวิตนี้ นี่ฉันจะต้องติดแหง่กอยู่ในร่างของไอ้อ้วนนี่ (คุณพ่อ) แล้วก็ตายจากโลกนี้ไปพร้อมกับมัน โดยไม่มีโอกาสได้ทิ้งก็อปปี้เอาไว้เลยหรือนี่ โอวว..จะทำอย่างไรดีหนอ เกลียดไอ้ Y นี่จริงๆ ดันมาเร่งเครื่องแซงกูตอนโค้งสุดท้าย แม่งอีกนิดเดียวก็จะชนะแล้วเชียว ฮึ่ยยย...

ตามหลักของยีนเห็นแก่ตัว ความพ่ายแพ้ของ X ดูเหมือนจะสามารถป้องกันได้ หากมันรู้จักโกงสักนิด ระบบเปิดช่องว่างให้แล้วหนิ ยีนบน X ตัวไหนก็ตามที่ฉวยโอกาสนี้เล่นสกปรกกำจัดคู่แข่งทิ้งไปซะ ย่อมได้ชัยในเกมสืบพันธุ์ และทิ้งลูกหลานเอาไว้มากกว่ายีนอื่นๆ ต่อไปอย่างแน่นอน

และแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ในสัตว์หลายๆ ชนิด มียีนบนโครโมโซม X ซึ่งคอยผลิตสารพิษออกมาฆ่าสเปิร์มที่บรรจุโครโมโซม Y ทิ้งซะ ทำให้สเปิร์มที่ตัวผู้ผลิตออกมามีความลำเอียง เป็นสเปิร์ม X เสียมากกว่าสเปิร์ม Y ผลลัพธ์ที่ได้ อัตราส่วนของเพศในหมู่ประชากรเลยกลายเป็นหญิงมากกว่าชาย บางครั้งก็ 60-40 บางครั้งก็ 90-10 ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วถ้าเล่นกันแฟร์ๆ มันน่าจะเป็น 50-50 นับเป็นเป็นชัยชนะของ X ซึ่งได้มาจากการโกงโดยแท้

X กับ Y เป็นตัวอย่างของหน่วยพันธุกรรมที่มีกรณีการขัดผลประโยชน์กันเกิดขึ้น นอกจากคู่นี้แล้ว ยังมีคู่ปรับตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่อีกคู่นึง นั่นคือ ยีนในนิวเคลียส vs ยีนในไซโตพลาสซึม

ย้อนไปสมัยประถมเราเคยเรียนว่า ส่วนประกอบของเซลประกอบด้วยนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีไอ้น้ำๆ ไซโตพลาสซึมล้อมรอบอยู่อีกทีนึง ถ้าคุณยังจำได้ นั่นเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกประการนึงของการศึกษาไทย

เอาล่ะทีนี้ถ้าคุณยังจำได้อีก สมัยมัธยมเราก็เคยเรียนว่า นิวเคลียสเป็นที่สถิตของโครโมโซมแล้วก็ยีนต่างๆ ส่วนภายนอกนิวเคลียสนั้น ก็จะมีอวัยวะต่างๆ ของเซลล่องลอยอยู่ (เช่นไมโตคอนเดรีย คลอโรพลาสต์) ทีนี้ ที่คุณอาจจะไม่รู้ก็คือ พวกอวัยวะของเซลพวกนี้ จริงๆ แล้ว มันก็มี DNA อยู่ในตัวของมันเองด้วยเหมือนกัน

สมมุติว่าคุณเป็นผู้หญิง เวลาคุณผลิตไข่ ทั้งยีนในนิวเคลียส แล้วก็ยีนนอกนิวเคลียส (ยีนในอวัยวะของเซลที่ล่องลอยอยู่ในไซโตพลาสซึม) จะถูกบรรจุลงไปในไข่ด้วยกันทั้งหมดไม่มีตกหล่น อันนั้นไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณเป็นผู้ชาย ซึ่งผลิตเซลสืบพันธุ์ในรูปแบบของสเปิร์ม คราวนี้แหละ ปัญหาเกิด.. เหตุสืบเนื่องมาจากว่า สเปิร์มเป็นเซลขนาดจิ๋วมาก มีที่พอเพียงแค่ให้บรรจุนิวเคลียสลงไปได้เท่านั้น ยีนอะไรก็ตามที่อยู่นอกนิวเคลียส ไม่มีสิทธิได้ร่วมลงเรือไปเกิดใหม่ในชาติหน้าด้วยอย่างแน่นอน

ผู้ชายคือทางตันของยีนในไซโตพลาสซึม

ไม่มียีนในไซโตพลาสซึมตัวไหนอยากไปอยู่ในร่างของผู้ชายอย่างแน่นอน เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเข้าไปนั่งรอวันตายเท่านั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ หากคุณเป็นยีนในไซโตพลาสซึมที่เห็นแก่อนาคตของตัวเอง คุณจะทำอย่างไร?

ในด้วงเต่าทอง แมลงวัน ผีเสื้อ และแมลงอื่นๆ อีกร่วม 30 ชนิด นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ ยีนในไซโตพลาสซึม ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าไข่ที่เป็นลูกตัวผู้ทิ้ง เหลือไว้แต่ไข่ตัวเมีย ซึ่งเมื่อฟักออกก็จะกินไข่ตัวผู้ที่ไม่ฟักพวกนั้นแหละ เป็นอาหารเสริม ด้วยวิชามารเช่นนี้ ยีนในไซโตพลาสซึมได้ประสบความสำเร็จในการดึงเอาทรัพยากร (อาหารในไข่ซึ่งลูกทุกตัวควรจะได้รับเท่าๆ กัน) จากตัวอื่นๆ มาให้กับเฉพาะผู้ที่มีศักยภาพในการสืบทอดพันธุกรรมของตัวเองต่อไปในอนาคต (ตัวเมีย) ถ้าเป็นในคนก็เหมือนกับคนสวนซึ่งเป็นชู้กับคุณนาย มีลูกด้วยกันโดยคุณผู้ชายไม่ระแคะระคาย เลี้ยงดูไปตามปกติ พอถึงเวลาเจ้าคนสวนนี่ก็ แอบไปฆ่าคุณหนูคนพี่ทิ้ง (ลูกที่แท้จริงของคุณหญิงกับคุณชาย) เพื่อให้มรดกทั้งหมดตกเป็นของคุณหนูคนรอง ซึ่งเป็นลูกของตนเอง อะไรทำนองนั้น อืมมม... ยิ่งเปรียบเทียบยิ่งทำให้งงรึเปล่าเนี่ย

การฆ่าชิงไข่ เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ยีนในไซโตพลาสซึมใช้ เพื่อสู้กับยีนในนิวเคลียสในศึกการแย่งชิงความสำเร็จในการดำรงพันธุ์ ออกจะฟังดูโหดร้าย แต่จริงๆ แล้ว นั่นแค่เบาะๆ เท่านั้น ยีนในไซโตพลาสซึมอีกจำพวกนึง เล่นกันถึงขนาดกำจัดตัวผู้ทิ้งให้สูญพันธุ์ไปจากสปีซี่ส์นั้นเลย โดยการทำให้ตัวเมียสามารถมีลูกเองได้โดยไม่ต้องได้รับการผสมจากตัวผู้ (virgin birth) ในต่ออย่างน้อย 12 ชนิด มีการค้นพบยีนในไซโตพลาสซึม ซึ่งออกฤทธิ์ทำให้ลูกต่อทุกตัวออกมาเป็นตัวเมียทั้งหมด และเมื่อเติบโตขึ้นไปตัวเมียเหล่านี้ทุกตัวสามารถผลิตลูกเองได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวผู้ ลูกที่ออกมาในรุ่นถัดไปก็จะมีแต่ตัวเมียที่ทำแบบนี้ได้อีกเหมือนกัน สรุปแล้วประชากรรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่มีตัวผู้เลยแม้แต่ตัวเดียว อย่างไรก็ตาม เพศผู้ไม่ได้หายไปจากสปีซี่ส์เลยโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ถูกฤทธิ์ของยีนในไซโตพลาสซึมสยบไว้ได้อย่างอยู่หมัดเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ทดลองให้ยาซึ่งไปจัดการฆ่ายีนในไซโตพลาสซึมพวกนี้ทิ้งก็ปรากฏว่า ไม่นานต่อตัวผู้ก็กลับมาปรากฏโฉมในประชากรใหม่อีกครั้ง

ที่เล่ามามีแต่แมลง แมลง แล้วก็แมลง จริงๆ แล้วในไก่ ก็มีกรณีของ virgin birth เกิดขึ้นบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่มีใครแน่ใจว่าเป็นผลมาจากการกระทำของยีนในไซโตพลาสซึมหรือไม่

แล้วในคนล่ะ? อืมม.. virgin birth นอกจากในไบเบิลแล้ว ผมยังไม่เคยได้ยินที่ไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องของอัตราส่วนของลูกสาวต่อลูกชายที่ไม่ใช่ 1:1 ละก็ เคยอ่านเจอมาอยู่เรื่องนึง เขาเล่าว่า ในปี 1946 ที่ฝรั่งเศส มีผู้หญิงคนนึงมาหาหมอเพื่อคลอดลูก แล้วพอหลังจากเช็คประวัติคนไข้เสร็จ หมอถึงกับอึ้งไปเลย... เริ่มจาก ลูกคนที่เธอคลอดออกมาใหม่นั้นเป็นลูกสาว คนก่อนหน้านั้นก็เป็นลูกสาว ตัวเธอเอง ก็เป็นลูกสาวคนที่ 9 ของครอบครัวที่มีแต่ลูกสาวล้วนๆ แม่ของเธอก็เป็นลูกคนที่หก ของครอบครัวที่มีแต่ลูกสาวล้วนๆ เหมือนกัน ในบรรดาพี่สาวน้องสาวของเธอ 8 คน ทุกคนมีลูกรวมกัน 37 คน เป็นลูกสาวทั้งหมด ป้ากับน้าสาวของเธออีก 5 คน มีลูกรวมกัน 18 คน ก็เป็นลูกสาวทั้งหมดอีก นับรวมแล้วใน 2 รุ่นที่ผ่านมา บ้านนี้มีลูกสาวเกิดทั้งหมด 72 คน โดยไม่มีลูกชายเกิดเลยแม้แต่คนเดียว! ถ้านี่เป็นเรื่องบังเอิญละก็ โอกาสที่มันจะเกิดได้จะเท่ากับประมาณ 1 ใน 1,000,000,000,000,000,000,000 พอๆ กับโอกาสที่คนๆ นึงจะโดนพะยูนกัดตายในป่าละเมาะ

เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่คือผลมาจากการกระทำของยีนเห็นแก่ตัวในไซโตพลาสซึม?

ไม่รู้เหมือนกัน เพราะวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ยังศึกษาไปไม่ถึงขั้นที่จะสรุปอะไรได้แน่นอน

แต่ทว่า ฟังแค่นี้ก็หนาวแล้ว มันทำให้เราได้หวนกลับมารำลึก และตระหนักว่า ภายในตัวเราคือสังคมของยีน ซึ่งพร้อมที่จะเกิดบ้าอะไรขึ้นมามั่งก็ไม่รู้ ถ้าสมมุติยีนเห็นแก่ตัวเริ่มแพร่พันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าในหมู่ยีน มีแต่การแย่งกัน ชิงกัน ทำลายกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สักวัน สังคมของมัน ซึ่งก็คือตัวเรา มิเป็นอันต้องล่มจมหรอกหรือ?

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ เรายังอยู่.. สัตว์ทั้งหลายก็ยังอยู่.. อยู่ได้อย่างดีซะด้วย อวัยวะ เซล โครโมโซม และยีน ของเราส่วนใหญ่ ต่างก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เห็นจะเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นซักเท่าไหร่ อย่างน้อยๆ ผมก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องเซลตับทะเลาะกับเซลม้ามมาก่อน ไอ้พวกตัวอย่างที่ยกๆ มานั่น ก็เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีส่วนน้อยเท่านั้น.. แปลกจริง ก็ไหนบอกว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในหมู่ยีน.. ทั้งๆ ที่ยีนโกงได้เปรียบกว่ายีนที่ถูกโกงอยู่หลายขุม แล้วทำไมมันถึงไม่แพร่กระจายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่สังคมล่มสลายล่ะ หรือว่ามีอะไรบางอย่างมาคอยคุมมันเอาไว้?

หากเป็นในสังคมมนุษย์ สิ่งที่คอยควบคุมอันธพาลไม่ให้กำเริบเสิบสาน ก็คือกฎหมาย และมาตรการต่างๆ หากฝ่ายหนึ่งคิดวิธีการเอาเปรียบขึ้นมาได้ อีกฝ่ายหนึ่งที่เสียเปรียบก็คิดวิธีการต่อต้านการเอาเปรียบขึ้นมาได้เหมือนกัน คุณไปข่มขืนเด็กเหรอ งั้นคุณโดนชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ คุณโกงเลือกตั้งเหรอ งั้นเราจัดกรรมการขึ้นมาป้องกันการโกง คุณยุบสภาโดยไม่ชอบธรรมเหรอ งั้นเราบอยคอร์ตไม่ยอมลงสมัคร สส. คุณทิ้งขยะในที่สาธารณะเหรอ งั้นเราออกกฎหมายห้ามทิ้งขยะในที่สาธารณะ คุณแอบเอาโพยเข้าห้องสอบเหรอ งั้นเราห้ามเอาอะไรเข้าห้องนอกจากดินสอกับยางลบ ฯลฯ

หรือว่า บางทีเหตุผลที่ยีนเห็นแก่ตัวไม่มีโอกาสได้กำเริบเสิบสาน อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่คนเห็นแก่ตัวในสังคมไม่มีโอกาสได้กำเริบเสิบสาน

ตะกี้ จะเห็นว่า การร่วมมือแบ่งงานกันทำ ก็เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

การเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบส่วนรวม ก็เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

แล้วทีนี้ กฎหมาย กับมาตรการต่างๆ ที่ช่วยผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมล่ะ จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีสมองหนุนหลังได้หรือไม่?

ถ้าเราย้อนกลับไปดู เรื่องของยีนบนโครโมโซม X ที่ออกฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม Y ทำไมท้ายที่สุดแล้วตัวผู้ถึงไม่หายไปทั้งหมด? ทำไมยังเหลืออัตราส่วนตัวเมียต่อตัวผู้เป็น 60:40 บ้าง 90:10 บ้าง? ทำไม X จึงไม่ชนะอย่างเด็ดขาด ? แล้วทำไมประชากรสัตว์ส่วนใหญ่จึงยังมีอัตราส่วนระหว่างสองเพศเป็น 50:50 เท่าๆ กัน?

อาจเป็นเพราะว่าโครโมโซม Y เอง ก็มีศักยภาพในการวิวัฒนาการมาตรการในการปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของตนเองขึ้นมาได้เหมือนกัน มันอาจจะเกิดยีนที่สามารถผลิตยาแก้พิษของ X ได้ หรือไม่ ถ้าขิงก็ราข่าก็แรง อาจจะมียีนบนโครโมโซม Y ที่ผลิตสารพิษย้อนกลับไปฆ่าโครโมโซม X อีกที เมื่อถึงจุดนั้น ยีนบน X อาจจะวิวัฒนาการสร้างยาสกัดพิษของ Y ขึ้นมาแก้อีกทีหนึ่ง สุดท้าย มันก็ล็อคกันอยู่แบบนี้ ไม่มีใครกินใครลง ก็เลยลงเอยแบบเสมอกัน แฟร์ๆ 50:50

หรือไม่แน่ กลไกรักษาความยุติธรรม อาจเกิดขึ้นเองในลักษณะเรียบง่ายกว่านั้นอีก ลองคิดดู หาก X ค่อยๆ โกงสำเร็จ ประชากรตัวเมียเริ่มมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด ตัวผู้ที่เหลืออยู่น้อยนิด จะกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างมหาศาล เนื่องจากกลายเป็นทรัพยากรจำกัด และเป็นที่ต้องการของสาวๆ ทุกคน.. ณ จุดนั้น ใครก็ตามที่ผลิตลูกชายได้ (เพราะปราศจากยีนที่ฆ่า Y หรือไม่ก็มียีนฆ่า X อยู่ในตัว) จะกลับกลายมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ลูกตัวผู้ตัวเดียวของมัน อาจมีเมียเป็น 10 และทิ้งลูกหลานไว้เป็น 100 โครโมโซม Y เพิ่มจำนวนกลับมาสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง ทุกๆ อย่างกลับเข้าสู่สมดุล จบข่าว

ย้อนกลับไปดูยีน Sd ในแมลงหวี่ ซึ่งโกงการแบ่งแยกโครโมโซม โดยการหลั่งสารพิษออกมากำจัดโครโมโซมคู่แข่งทิ้ง ไม่ให้มีโอกาสได้ถูกบรรจุลงในสเปิร์มตามปกติ สารพิษที่ว่านี้จริงๆ แล้วเมื่อปล่อยออกมา มีศักยภาพเหมือนแก๊ซพิษที่สามารถจะทำลายทั้งตัวมันเอง (โครโมโซมแท่งที่มี Sd) และก็คู่แข่ง (แท่งที่ไม่มี Sd) ได้พร้อมๆ กันโดยไม่มีการแบ่งแยก.. อย่างไรก็ตาม Sd ป้องกันตัวเองจากการฆ่าตัวตายโดยการใช้ระบบหน้ากากกันพิษ กล่าวคือบริเวณที่อยู่ติดกับมันจะมีรหัส DNA สั้นๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนรหัสแก้ให้สารพิษไม่ทำงาน ตราบใดที่โครโมโซมแท่งที่มี Sd ยังเป็นเจ้าของตัวหน้ากากกันพิษอันนี้อยู่ มันก็สามารถปล่อยสารพิษออกมาฆ่าคู่แข่งได้ตามสบาย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะตายเพราะพิษตัวเอง

วิธีการของยีนแบบ Sd ดูเหมือนจะแยบยล แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ค่อยจะเวิร์คสักเท่าไหร่นัก ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะระบบการแบ่งเซลสืบพันธุ์ได้มีวิวัฒนาการปรับปรุงการทำงานใหม่ จนรู้เท่าทันกลโกง และสามารถ อุดช่องโหว่ได้สำเร็จ ทุกวันนี้ ในสัตว์ส่วนใหญ่ การแบ่งเซลสืบพันธุ์เริ่มต้นจาก การที่โครโมโซมที่เป็นคู่กัน จะเข้ามาจับคู่ควงแขนข้างๆ กันก่อน จากนั้นก็จะมีการพัวพันนัวเนียสลับชิ้นส่วน สลับยีนซึ่งกันและกัน เรียกว่ากระบวนการ crossing over ถ้าเป็นเล่นไพ่ก็คือต้องสับไพ่ก่อนถึงจะแจกได้ ถ้าเป็นรัสเซี่ยนรูเล็ตก็คือต้องหมุนลูกโม่ก่อนถึงค่อยผลัดกันยิง เป็นเสมือนกฎกติกาข้อบังคับที่ทุกโครโมโซมต้องปฏิบัติตาม ก่อนที่จะเข้าสู่การแบ่งแยกขั้นต่อไป

เมื่อมี crossing over เกิดขึ้นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่ายีนที่มามุขเดียวกับ Sd อาจจะถูกปลดหน้ากากกันพิษออกจากโครโมโซมตัวเอง แล้วสลับไปอยู่กับโครโมโซมคู่แข่งได้เสมอ ซึ่งถ้าเกิดเป็นเช่นนั้นขึ้นมา เวลา Sd ปล่อยสารพิษออกมาปุ๊บ แทนที่มันจะฆ่าคู่แข่งสำเร็จ ก็จะกลายเป็นฆ่าตัวตายแล้วทำให้คู่แข่งรอดแทน นับเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า เพราะฉะนั้นไม่เอาดีกว่า.. ด้วยเหตุนี้ crossing over จึงกลายเป็นมาตรการที่ประสบความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามไม่ให้ยีนเห็นแก่ตัวประเภทนี้สามารถกำเริบเสิบสานได้อีกต่อไป

สรุปแล้วกลไกแก้กลโกง สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติจริงๆ ซะด้วยสิ.. ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากสังคมมนุษย์ สอนให้เรารู้ว่า ชัยชนะมักไม่ใช่สิ่งที่ถาวร

คนโกงโกงได้ คนถูกโกงก็แก้โกงได้ คนถูกโกงแก้โกงได้ คนโกงก็หาช่องโหว่ของกลไกแก้โกงแล้วก็โกงต่อได้อีก พอคนโกงก็หาช่องโหว่ได้ คนถูกโกงก็ยังสามารถอุดช่องโหว่ได้ อุดช่องโหว่ได้ คนโกงก็ยังหาช่องโหว่ช่องใหม่ได้อีกอยู่ดี เป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น

ความซับซ้อนของวิถีปฏิบัติในสังคม ส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากการแก้เกมกันไปแก้เกมกันมาในลักษณะนี้

สมมุติถ้าพูดถึงเรื่องการสอบ ตอนแรกนักเรียนอาจจะนั่งตามปกติ พอต่อมามีคนลอก ก็เลยต้องออกกฎให้ตั้งโต๊ะห่างๆ ตั้งโต๊ะห่างๆ เสร็จแล้ว ยังมีพวกสายตายาวเหล่ได้อีก ก็เลยต้องจัดชุดข้อสอบให้มีหลายชุด แล้วก็แจกสลับ ไม่ให้คนใกล้กันได้ชุดเดียวกัน ต่อมามีพวกเขียนสูตรไว้ใต้โต๊ะอีก ก็ต้องจัดห้องสอบให้เป็นคนละห้องกับที่เรียนปกติ จากนั้นยังไม่วาย ยังมีพวกพกพาโพยใส่กางเกงในเข้ามาอีก! สงสัยต่อไปคงต้องมีการแก้ผ้าตรวจค้นร่างกายกันก่อนเข้าสอบทุกครั้ง

ยิ่งเวลาผ่านไป ลิสต์ของกฎระเบียบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายบ้านเมือง ข้อตกลงทางการค้า หรือกฎระเบียบทางสังคม นับวันก็ยิ่งมีแต่ยาวขึ้นเรื่อยๆ ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ จริงๆ แล้ว ถือเป็นการพัฒนาของสังคมจริงหรือเปล่า หรือเปรียบเสมือนเป็นการวิ่งอยู่กับที่บนสายพานเพียงเพื่อไม่ให้ถอยหลังลงคลอง

– 1+1-1+1-1+1-1+1-1+1 = 0

จริงๆ ถ้าทุกคนพร้อมใจกันไม่โกงตั้งแต่ทีแรก มันก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมีกฎเหล่านี้ให้ยุ่งยาก แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราก็ได้เห็นแล้วว่าการโกงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติชนิดหนึ่ง

สมมุติว่าวันนึง คนไทยทุกคนกลายเป็นคนดีหมด วันนั้น คงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย และตำรวจก็คงจะตกงาน คงจะผาสุกดีพิลึก อย่างไรก็ตาม ขอเพียงมีคนเลวเดินทางเข้ามาจากสิงคโปร์แค่ซักคนเดียว คนๆ นั้นก็จะสามารถรวบหัวกินท้ายคนอื่นจนสามารถยึดครองประเทศได้สำเร็จในเวลาอันสั้นทันที เพราะอย่างนี้เอง สังคมในอุดมคติที่มีแต่คนดีจึงไม่มีความเสถียรและพร้อมที่จะพังได้ตลอดเวลาหากมีคนชั่วโผล่ขึ้นมา ทุกวันนี้เราคงหลีกเลี่ยงสภาพวังวนที่เป็นอยู่ไม่พ้น ดีชั่วปะปน แข่งกันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวฝ่ายนู้นชนะ เดี๋ยวฝ่ายนี้ชนะ สลับๆ กันไป ตราบจนฟ้าดินมลาย

ดูจากประวัติศาสตร์บ้านเรา เมื่อก่อนเผด็จการทหารครองเมืองสำเร็จ ต่อมาก็ถูกล้มล้างไป ล้มล้างได้ไม่นานก็เกิดเผด็จการทุนนิยมมาแทนที่ ซึ่งไม่นานก็คงถูกล้มล้างไปอีก เสร็จแล้วหลังจากนั้น ยังไม่รู้ว่าจะมีเผด็จการอะไรขึ้นมาแทนที่ให้ล้มล้างกันอีก ดูเหมือนเราได้ผ่านอะไรมามาก แต่ในความเป็นจริงแล้วจากวันนั้นถึงวันนี้ ชีวิตคนมีความสงบสุขมากขึ้นสักแค่ไหนกันเชียว

ก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง เมื่อบวกลบเสร็จแล้ว เราก็ได้ก้าวหน้าจากสมัยก่อนขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่เล็กมากๆ เมื่อเทียบกับความหนาของตำราประวัติศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นทุกปีๆ

โลกของยีนก็ไม่ต่างกัน คุณเชื่อหรือไม่ว่า ใน DNA ทั้งหมดของมนุษย์ มีเพียง 5% เท่านั้นที่มีความจำเป็นต่อการสร้างและควบคุมการทำงานของร่างกาย ที่เหลืออีก 95% เป็นเพียงเศษซากชำรุดทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีส่วนช่วยใดๆ เลย.. DNA พวกนี้บ้างอาจจะเคยเป็นยีนซึ่งมีบทบาทต่อต้านพวกทรราช แต่ปัจจุบันเนื่องจากทรราชเปลี่ยนรูปแบบไป มาตรการเดิมๆ ทำอะไรไม่ได้ ยีนนั้นก็เลยหมดประโยชน์ แต่ก็ยังตกค้างอยู่ในเซลมาจนทุกวันนี้ เปรียบเสมือนกฎหมายเก่าบางตัวที่ล้าสมัยจนเค้าเลิกใช้ไปแล้ว.. บ้างเป็นพวกยีนที่สมัยก่อนอาจจะเคยเป็นผู้ร้ายตัวฉกาจ แต่มาตอนนี้อาจจะถูกกลไกต่อต้านสยบเอาไว้ได้ เปรียบเสมือนอาชญากรที่ถูกคุมขังเอาไว้ในเรือนจำ.. และที่เหลืออีกส่วนใหญ่เป็น DNA เห็นแก่ตัวที่วันๆ ไม่ช่วยทำอะไร แต่มาขอติดรถไปด้วยเวลาเราสืบพันธุ์ พวกนี้ถูกปล่อยให้ลอยนวลมาได้ ก็เพราะมันไม่ได้เห็นแก่ตัวมากถึงขนาดเป็นภัยใหญ่โต ถ้าเป็นคนก็คือแค่กินแรงเพื่อนเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ได้ถึงกับไประรานใคร

สังคมยีนของเรา ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วเป็นเวลาหลายพันล้านปี และยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ยังคงร่วมมือกันสร้างสรรค์ร่างกายของเราออกมาได้อย่างน่าทึ่ง หรือบางทีช่วงเวลาที่ผ่านมา อาจจะยาวนานเพียงพอ ที่ทำให้ธรรมชาติสามารถอุดช่องโหว่ต่างๆ ของระบบได้จนหมดสิ้นแล้ว จึงทำให้ยีนทั้งหลายทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้

ผิดถนัด.. ช่องโหว่ยังคงถูกเจาะอยู่เรื่อยๆ หลักฐานนั้นมีให้เห็นอยู่ชัดเจน ภายใต้รูปแบบของโรคร้ายที่มีชื่อว่า มะเร็ง.. มะเร็งไม่ใช่อะไรอื่น นอกเหนือไปจากผลลัพธ์ของการกระทำของยีนเห็นแก่ตัวที่บังเอิญไปเจาะเจอช่องว่างของระบบ ปกติแล้วการแบ่งเซลในร่างกายจะถูกควบคุมอย่างดีไม่ให้มากเกินไปเร็วเกินไป แต่ยีนมะเร็งสามารถแหกกฎ ออกฤทธิ์ทำให้เซลบางเซลเกิดเป็นบ้า แบ่งตัวไม่ยอมหยุด แถมยังระรานกลืนกินเซลอื่นๆ เพื่อเพิ่มจำนวนตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อส่วนรวม

จะเห็นได้ว่า ต่อให้อุดไปแล้วกี่รู รูใหม่ก็จะยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเราก็ต้องคอยอุดกันไปอย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด สังคมมนุษย์ก็เหมือนกัน รูปแบบวังวนแบบนี้อาจจะเป็นลักษณะสังคมที่สอดคล้องกับความเป็นไปของธรรมชาติมากที่สุด แต่ก็ไม่แน่นะ หลายอย่างเราก็เอาชนะธรรมชาติมาได้แล้ว คนสมัยก่อนใครจะคิดว่าทุกวันนี้เราจะบินได้สูงกว่านก ไม่แน่สักวัน เราอาจอุดรูได้ครบจนไม่ต้องอุดอีก สักวัน เราอาจสร้างสังคมที่มั่นคงและปราศจากความเห็นแก่ตัวได้สำเร็จ ด้วยความช่วยเหลือจากสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า จริยธรรม ซึ่งมีแต่สัตว์ที่เรียกตัวเองว่าคนอย่างเราเท่านั้น ถึงจะมีใช้

กลับมาที่ปัจจุบัน ทุกวันนี้ คนเรายังคิดไม่ออกว่าจะป้องกันรักษาโรคมะเร็งยังไงให้มันได้ผลชัวร์ๆ 100%.. แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เราไม่จำเป็นต้องคิดเอง.. ถ้ารอไปอีกซักล้านปี ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สูญพันธุ์ซะก่อน ธรรมชาติจะต้องค้นพบวิธีปราบมันได้แน่ๆ

ขณะเดียวกันเราก็รอว่าเมื่อไหร่ ความไม่ยุติธรรมจะหมดไปจากสังคมซักที คอมมิวนิสต์ก็ไม่เวิร์ค ประชาธิปไตยก็เรื่องมากแถมรูรั่วเยอะแยะ.. ยังไงก็ตาม เรื่องของมะเร็งสังคม คงเป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้สมองคิดวิธีรักษากันเอาเอง

มารอดูซิ ว่าเรากับธรรมชาติ ใครจะรักษามะเร็งได้ก่อนกัน

 

ที่มา http://www.onopen.com/2006/02/517

April 07

14 วัน การต่อสู้กับระบอบ ด้วยระบบที่มีกติกา ไม่ใช่กติกู

หายไปหลายวัน...วุ่นวายกับภารกิจกู้ชาติ เอ้ย อย่าไปเรียกถึงขั้นว่ากู้ชาติเลย เอาเป็นว่า ภารกิจเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่คนไทยคนหนึ่งพึงได้รับมากกว่า....
 
เฮ้อ.พอจะผ่อนคลายบรรยากาศที่ตึงเครียดไปได้บ้าง ไม่ว่าจะเรื่อง อุณหภูมิความร้อนแรงทางการเมือง และที่สำคัญ  การสู้ในระบบตามกติกา สู้กับระบอบที่เป็นกติกู...จะเป็นกติกูแบบใหนบ้างนั่น คงจะสาธยายตรงนี้ไม่ค่อยงามนัก...
 
แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ เราชนะ...ชัยชนะครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลและจะเป็นแนวทาง ที่จะเป็นแบบอย่างให้คนอื่น ๆ ได้นำไปใช้ต่อไป
 
อ่านแล้ว อาจจะงง ๆ น่ะ ว่าพูดเรื่องไรกันนี่ ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย
เอาเป็นว่า...ยิ่งใหญ่แค่ใหน สุดท้ายก็แพ้พลังอันบริสุทธิ์ของประชาชน...
 
 
 
 
March 14

Ha ha melayu...melayu

satu puisi melayu dari http://www.fuaadalattas.com/index.php?option=com_content&task=view&id=16&Itemid=2 

 


  • Melayu itu orang yang bijaksana
    Nakalnya bersulam jenaka
    Budi bahasanya tidak terkira
    Kurang ajarnya tetap santun
    Jika menipu pun masih bersopan
    Bila mengampu bijak beralas tangan

  • Melayu itu berani jika bersalah
    Kecut takut kerana benar,
    Janji simpan di perut
    Selalu pecah di mulut,
    Biar mati adat
    Jangan mati anak.

  • Melayu di tanah Semenanjung luas maknanya:
    Jawa itu Melayu, Bugis itu Melayu
    Banjar juga disebut Melayu,
    Minangkabau memang Melayu,
    Keturunan Acheh adalah Melayu,
    Jakun dan Sakai asli Melayu,
    Arab dan Pakistani, semua Melayu
    Mamak dan Malbari serap ke Melayu
    Malah mua'alaf bertakrif Melayu
    (Setelah disunat anunya itu)

  • Dalam sejarahnya
    Melayu itu pengembara lautan
    Melorongkan jalur sejarah zaman
    Begitu luas daerah sempadan
    Sayangnya kini segala kehilangan

  • Melayu itu kaya falsafahnya
    Kias kata bidal pusaka
    Akar budi bersulamkan daya
    Gedung akal laut bicara
    Malangnya Melayu itu kuat bersorak
    Terlalu ghairah pesta temasya
    Sedangkan kampung telah tergadai
    Sawah sejalur tinggal sejengkal
    tanah sebidang mudah terjual

  • Meski telah memiliki telaga
    Tangan masih memegang tali
    Sedang orang mencapai timba.
    Berbuahlah pisang tiga kali
    Melayu itu masih bermimpi

  • Walaupun sudah mengenal universiti
    Masih berdagang di rumah sendiri.
    Berkelahi cara Melayu
    Menikam dengan pantun
    Menyanggah dengan senyum
    Marahnya dengan diam
    Merendah bukan menyembah
    Meninggi bukan melonjak.

  • Watak Melayu menolak permusuhan
    Setia dan sabar tiada sempadan
    Tapi jika marah tak nampak telinga
    Musuh dicari ke lubang cacing
    Tak dapat tanduk telinga dijinjing
    Maruah dan agama dihina jangan
    Hebat amuknya tak kenal lawan

  • Berdamai cara Melayu indah sekali
    Silaturrahim hati yang murni
    Maaf diungkap senantiasa bersahut
    Tangan diulur sentiasa bersambut
    Luka pun tidak lagi berparut

  • Baiknya hati Melayu itu tak terbandingkan
    Selaga yang ada sanggup diberikan
    Sehingga tercipta sebuah kiasan:
    "Dagang lalu nasi ditanakkan
    Suami pulang lapar tak makan
    Kera di hutan disusu-susukan
    Anak di pangkuan mati kebuluran"

  • Bagaimanakah Melayu abad dua puluh satu
    Masihkan tunduk tersipu-sipu?
    Jangan takut melanggar pantang
    Jika pantang menghalang kemajuan;
    Jangan segan menentang larangan
    Jika yakin kepada kebenaran;
    Jangan malu mengucapkan keyakinan
    Jika percaya kepada keadilan.
  • Jadilah bangsa yang bijaksana
    Memegang tali memegang timba
    Memiliki ekonomi mencipta budaya
    Menjadi tuan di negara Merdeka
March 13

ใครว่าทนายสมชายตายไปแล้ว....

กว่าสองปีแล้วกับการหายตัวไปของพี่สมชาย นีละไพจิตร โดยที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากฝ่ายรัฐว่าเขาหายไปไหน แม้จะมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยและอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ยังไม่สิ้นสุดในขณะนี้

 

การหายตัวไป หรือพูดอย่างตรงไปตรงมาคือ โดนอุ้มไป จะโดยใคร เพราะอะไรนั้น เราจะไม่เอามากล่าวถึง ณ ทีนี้ เพราะคนที่ทำ ผู้บงการย่อมรู้ดีว่าเขาอุ้มไปไหน พาไปทำอะไร และทำเพราะอะไร เราคงได้แต่ขอดุอาว์ต่อพระเจ้าให้ผู้ที่ทำต้องได้รับผล ในไม่ช้านี้

 

การต่อสู้ของพี่สมชาย เป็นที่รู้จักกันมานานว่าเป็นทนายนักสู้เพื่อมนุษยชนที่แท้จริง โดยไม่เลือกว่าต้องเป็นมุสลิมด้วยกันเท่ากัน หลายต่อหลายคดี ที่ลูกความของเขาก็ไม่ใช่มุสลิม เช่น คดี นักศึกษาจุฬา กับยาบ้า ซึ่งเป็นคดีที่ทำให้พี่สมชาย ได้รับรางวัลทนายความดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชนมาแล้ว

 

คำว่า "สิทธิมนุษยชน" ดูเหมือนจะยังเป็นคำที่ คนในสังคมไทยไม่ค่อยรู้จักและเข้าใจ หรือพยายามไม่เข้าใจ  โดยเฉพาะหากเป็นสิทธิของประชาชนกับการกระทำของคนของรัฐ...

 

ในวาระครบรอบสองปีที่ทนายสมชายหายไป มีบทความหนึ่งที่เขียนโดย คุณอังคณา นีละไพจิตร ผู้เป็นภรรยา ทนายสมชาย เขียนไว้น่าอ่านเลยอยากมาเผยแพร่ไว้ ณ ทีนี้ ขอขอบคุณ เวบ prachathai.com ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล


“แล้วคุณได้จูบลาเขา..แทนฉันหรือเปล่า” บทความจาก อังคณา นีละไพจิตร

 

ก่อนคุณสมชายจะถูกทำให้หายตัวไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ดิฉันได้ทำความสะอาดตู้หนังสือที่มีอยู่ประมาณ 10 ตู้ภายในบ้าน ดิฉันและคุณสมชายเป็นคนที่รักและหวงแหนหนังสือมาก เพราะถือได้ว่า เป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดชิ้นเดียวของบ้าน นีละไพจิตร คุณสมชายเดินผ่านมาและได้หยิบหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งไปอ่าน คืนนั้นดิฉันเห็นคุณสมชายนอนอ่านจนดึก จนถึงวันนี้หนังสือเล่มนั้นยังคงวางนิ่งอยู่ตรงหัวนอนของคุณสมชาย

 

ถ้าวรรณกรรมคือสิ่งซึ่งสะท้อนภาพความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมดังที่มีคนเคยกล่าวไว้ หนังสือเล่มนั้นก็ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างชัดเจน ความจริงที่ชาวมุสลิมถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างโหดเหี้ยมทารุณด้วยความไม่เป็นธรรม ความจริงที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงจนทุกวันนี้ ความจริงที่พื้นที่บางแห่งบนผืนแผ่นดินไทยบทบัญญัติของกฎหมายไม่สามารถเข้าไปถึง ความจริงที่ไม่เคยมีการยอมรับและแก้ไข คุณสุชีพ ณ สงขลา ผู้เขียนวรรณกรรมเล่มนั้นได้เขียนไว้บนหน้าปกหนังสือของท่านว่า

 

เรื่องสมมติกลางเสียงปืนในสามจังหวัดภาคใต้

จากแฟ้มข่าวสะเทือนขวัญของหนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย

กระสุนนัดละบาท

หรือเรียกกันในหมู่คนไทยมุสลิมว่า

ซือโก๊ะ แซกอ

 

คุณสุชีพยังได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ไว้ประการหนึ่งว่า จากหลายๆ สาเหตุที่กระผมได้พบเห็นมาเอง และจากผู้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ที่นั่น และที่กรุงเทพฯหลายท่านที่ได้ให้ความกรุณากับผมอย่างดียิ่ง จนสามารถชี้ให้เห็นซึ่งปัญหา และจุดบกพร่องที่ควรกำจัดให้หมดไปจากผืนแผ่นดินไทย โดนเฉพาะต้นเหตุ ... ข้าราชการเลว [1]

 

เรื่องราวใน ซือโก๊ะ แซกอ คือบันทึกในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของ 3 จังหวัดภาคใต้ที่เกี่ยวกับความรุนแรงซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2518 เมื่อชาวไทยมุสลิม 5 คน ถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหดทารุณ โดยทหารนาวิกโยธิน และนำศพไปโยนทิ้งไว้ที่สะพานกอตอ อ.บาเจาะ จังหวัดนราธิวาส แต่เผอิญมีผู้รอดชีวิตมาได้ 1 คน คือ ด.ช.สือแม บราเซะ ซึ่งถูกแทงจากข้างหลังและถูกตีที่ศีรษะ และสามารถว่ายน้ำเอาชีวิตรอดมาได้ และเป็นพยานสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวความโหดเหี้ยมทารุณนี้ ต่อมาเหตุการณ์นี้จบลงด้วยการทำสัญญาระหว่างญาติผู้ตาย กับ ตัวแทนของ พล.อ.สัณต์ จิตรปฏิมา (ผู้มีอำนาจสูงสุดในการรักษาความสงบสี่จังหวัดภาคใต้ ) เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2518 โดยทางราชการยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่ญาติผู้ตายและผู้บาดเจ็บ [2] แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดประท้วงครั้งใหญ่ของชาวไทยมุสลิม ที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2518 และนำมาซึ่งการสลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตถึง 11 คน

 

ขณะเกิดเหตุการณ์นั้น คุณสมชาย นีละไพจิตร เพิ่งเริ่มเป็นทนายความและมีส่วนในการรับรู้ถึงความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญประการหนึ่งในการเริ่มต้นการทำงานเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามกระบวนการยุติธรรม ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญสืบเนื่องและยาวนานมาจนถึง ...วันที่ 12 มีนาคม 2547 วันที่คุณสมชายถูกทำให้หายตัวไป

 

คุณสมชาย นีละไพจิตร เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่รู้สึกทนไม่ได้เมื่อมีความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดกับประชาชนที่ยากจน ขาดความรู้ หลังจากที่มีโอกาสรับรู้ และช่วยเหลือผู้ได้รับความอยุติธรรมมากขึ้น คุณสมชายก็ได้เห็นวิธีปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพยานหลักฐานเท็จ การตั้งข้อกล่าวหาเกินเลยจากพยานหลักฐานที่พบ การใส่ร้ายป้ายสีประชาชนผู้บริสุทธิ์ เมื่อคุณสมชายรับที่จะทำคดีใดแล้วก็จะทำอย่างเต็มความสามารถ เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของความเป็นธรรม และการเคารพในสิทธิมนุษยชน คุณสมชายจะทำงานด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง จนทำให้เป็นที่หวั่นเกรงของเจ้าหน้าที่รัฐ นับว่ามีทนายความชั้นผู้ใหญ่น้อยคนนักที่สนใจ และมีความเชี่ยวชาญในการทำคดีอาญา เนื่องจากเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าคดีเหล่านี้เป็นคดีที่แทบจะไม่มีค่าตอบแทน โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นคนจน เป็นคนด้อยโอกาสในสังคม แต่คุณสมชายก็ยังยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ในการปกป้องความเป็นธรรม ในตลอดระยะเวลานานกว่า 30 ปีในการต่อสู้ของคุณสมชายนั้น พบว่าความไม่เป็นธรรมต่างๆหล่านี้ยังคงดำรงอยู่และมิได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย โดยที่ตลอดเวลาผ่านมามิได้มีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่เคยมีการยอมรับและเปิดเผยความจริง ไม่เคยมีการเยียวยา และไม่เคยมีความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน

 

ที่ผ่านมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันรัฐมองเห็นใครก็ตามที่ไม่พูดภาษาไทย คนนั้นมิใช่คนไทย ใครก็ตามที่แต่งกายไม่เหมือนคนไทย คนนั้นมิใช่คนไทย ใครก็ตามที่คิดไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐ คนนั้นมีศักยภาพที่จะเป็นศัตรูกับรัฐได้ รัฐมองชาวไทยมุสลิมด้วยสายตาแห่งความไม่ไว้วางใจตลอดมา

 

น่าแปลกใจที่ความรุนแรงต่างๆที่เกิดขึ้นนับแต่อดีตที่ผ่านมานั้นมักหาตัวผู้กระทำความผิดมิได้ แม้เหตุการณ์เผาโรงเรียน 36 แห่งในวันและเวลาใกล้เคียงกันเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2536 จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้แม้แต่คนเดียว เช่นเดียวกับเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดและอาวุธปืนที่ถูกปล้นไปกลับคืนมาได้ และภายหลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน คุณสมชาย นีละไพจิตร ก็ถูกบังคับให้หายตัวไป กลางถนนใหญ่ในเมืองหลวง ต่อหน้าผู้คนมากมายโดยไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย ภายหลังจากที่คุณสมชายร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานผู้ต้องหา 5 คนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นแกนนำในการล่ารายชื่อเพื่อยกเลิกกฎอัยการศึก ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เกินกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และนำมาซึ่งการสูญหายของประชาชนมากมายใน 3 จังหวัดภาคใต้ สาเหตุ 2 ประการนี้จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณสมชายต้องถูกทำให้หายตัวไปหรือไม่ รัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร เท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้ตอบ

 

ดิฉันใช้ชีวิตร่วมกับคุณสมชายมากว่า 20 ปี ได้รับรู้ถึงความไม่ชอบธรรม และการใช้ความรุนแรงต่างๆมามาก แต่ไม่เคยเห็นความรุนแรงเท่ากับที่ได้เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เลย ไม่มีใครตอบได้ว่าทำไมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 คนชราอายุ 60 ปีเศษ หรือเด็กวัยรุ่นอายุ 18-19 ปี จึงสามารถหยิบมีด หยิบไม้ขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐที่มีอาวุธสงครามอยู่ในมือ ทำไมคนเหล่านี้จึงยอมละทิ้งครอบครัว วิ่งเข้าหาความตาย ภายในใจของเขานั้นคิดอะไรอยู่ น่าเสียดายที่ 100 กว่าศพนั้นไม่เหลือรอดชีวิตมาเพื่อที่จะตอบคำถามแก่ครอบครัว และพี่น้องร่วมชาติของเขาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คงเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นยาวนานมาจากอดีต ซึ่งไม่เคยได้รับการเยียวยา แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ การใช้อำนาจอันมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การปิดบังข้อเท็จจริง การเลือกปฏิบัติ และการที่ความยุติธรรมมิได้ถูกนำมาเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา ดิฉันไม่ทราบว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะสร้างบาดแผลในใจของผู้บริสุทธิ์อีกมากมายเพียงใด และถ้าปัญหานี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา แก้ไข ก็เท่ากับว่าเรากำลังสร้างปมเงื่อนใหม่แห่งความเคียดแค้น ชิงชังขึ้นในสังคม และผู้ที่จะได้รับผลกระทบก็คือ ... ลูกหลานเราในวันหน้านั่นเอง

 

การทำให้คนๆ หนึ่งต้องหายตัวไปนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมไทย เพราะวิธีการนี้เป็นวิธีการในการทำลายหลักฐานชั้นเยี่ยม เงียบ ไม่โฉ่งฉ่าง และไม่เหลือร่องรอยไว้ผูกมัดผู้กระทำความผิด โดยที่ผู้กระทำผิดเหล่านั้นไม่เคยคำนึงถึงบุคคลที่อยู่ข้างหลังว่าจะต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเพียงใด คนที่จะทำเช่นนี้ได้ก็คงมีเฉพาะผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยม อำมหิต เท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นการกระทำที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ ต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่าการกระทำอาชญากรรมใดๆนอกกฎหมายไม่ใช่หนทางของการแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างอาชญากรรมที่เลวร้าย รุนแรง และลุกลามมากขึ้นกว่าเดิม การสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เชื่อมั่นในอำนาจของประชาชน เชื่อมั่นในหลักนิติธรรม และยึดถือธรรมมาภิบาล จะถูกทำลายลงหากเจ้าหน้าที่รัฐยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการ อุ้มฆ่า และทำลายหลักฐานโดยไม่แยแสต่อขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

 

ในตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมาเราพบว่ามีศพไม่มีญาติมากมายที่ถูกนำไปกองรวมไว้ที่สุสาน แต่กลับไม่เคยมีองค์กรใดของรัฐเข้ามาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังในการค้นหาความเป็นธรรมให้กับพวกเขา ไม่เคยมีใครพยายามหาคำตอบว่าเขาคือใคร ถูกกระทำอย่างไร ไม่เคยมีใครพยายามนำเขากลับคืนสู่ครอบครัว สู่คนที่เขารัก และสู่คนที่รักเขา ไม่เคยมีผู้กระทำความผิด และไม่เคยมีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ

 

คุณสมชาย นีละไพจิตร เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาผู้สูญหาย คุณสมชายไม่ต่างจากผู้สูญหายคนอื่นๆในการไม่ได้รับความความสนใจจากผู้มีอำนาจ ไม่ใส่ใจและปฏิเสธความรับผิดชอบมาโดยตลอด แต่คุณสมชายโชคดี และได้เปรียบผู้สูญหายคนอื่นๆ ตรงที่คุณสมชายได้รับความห่วงใยและใส่ใจจากภาคประชาชน และองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและนอกประเทศมากมาย ที่ผนึกกำลังร่วมแรงใจในการค้นหาความจริง แม้จะกระทำได้อย่างยากลำบากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันที่ปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งไร้สาระในสายตาของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง คดีการลักพาตัวคุณสมชายน่าจะเป็นคดีแรกที่มีการนำขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เป็นคดีที่ประชาชนฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหาลักพาตัวแล้วทำให้หายไป ในท่ามกลางปัญหาและความกดดันต่างๆมากมาย สุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเชื่อว่ามีการลักพาตัวคุณสมชายจริง โดย พ.ต.ต.เงิน ทองสุก กับพวกอีก 3-5 คน ศาลเชื่อว่ามีการติดตามคุณสมชายในวันเกิดเหตุจริง แต่ศาลก็มิอาจลงโทษในความผิดที่หนักกว่าข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวได้ เพราะขาดพยานหลักฐานที่สำคัญ คือ รอยเลือด หรือชิ้นส่วนของศพ ที่จะนำไปสู่ข้อหา ประทุษร้าย หรือฆาตกรรมได้ ตรงนี้เองที่อาจถือเป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่ทำให้ผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือมักใช้เป็นวิธีการในการอำพรางข้อเท็จจริง และปกปิดความผิดของตนเอง ในขณะที่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีพัฒนาการขึ้นอย่างรวดเร็ว และสามารถเป็นเครื่องมือให้ผู้กระทำความผิดสามารถปิดบังซ่อนเร้นพฤติกรรมของตนเองได้มากขึ้น แต่กฎหมายไทยก็ยังคงสงบนิ่งและยังคงความศักดิ์สิทธิอยู่ในที่เดิมโดยมิอาจก้าวทันความเปลี่ยนแปลงต่างๆของโลก ความฉ้อฉล และการอำพรางความจริงของฆาตกรซึ่งได้มีการพัฒนาวิธีการในการปกปิดพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น

 

แม้กฎหมายจะได้ลงโทษผู้ลักพาตัวคุณสมชายในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวในโทษหนักที่สุดแล้ว แต่หลังจากนั้นคุณสมชายก็ยังมิอาจกลับคืนสู่ครอบครัว และสังคม แม้ระยะเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด อาจนานจนชั่วชีวิตของดิฉันเอง แล้วคุณสมชายหายไปไหน หลังจากถูก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก กับพวก ผลักขึ้นรถแล้วหายตัวไป ? กฎหมายจะแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียของครอบครัวและประชาชนทั่วไปได้อย่างไร ? ถึงเวลาแล้วหรือยังที่องค์ความรู้ทางนิติศาสตร์จะทบทวนบทบาทในการที่จะปกป้องและพิทักษ์รักษาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างแท้จริง โดยองค์ความรู้ที่เรามีอยู่นั้นมีความชัดเจน และยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมมากน้อยเพียงใด เพื่อว่าองค์ความรู้ที่เรามีอยู่จะนำมาซึ่งสังคมที่มีความเป็นธรรม บนพื้นฐานความรู้ที่หนักแน่นและอดทนต่อความเป็นจริงของมนุษย์ และเพื่อว่าองค์ความรู้ที่เรามีอยู่จะไม่เป็นการให้อภิสิทธิ์แก่คนกลุ่มหนึ่งให้เหนือคนอีกกลุ่มหนึ่ง และเพื่อว่าองค์ความรู้ของเราจะไม่ ... แม้กระทั่งเป็นตัวการในการทำลายความเป็นจริง และความเป็นธรรมของมนุษย์ในสังคมเสียเอง

 

อย่างไรก็ตามดิฉันและครอบครัวยังคงเชื่อมั่นในความยุติธรรม แม้ที่ผ่านมาดิฉันเคยได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานยุติธรรมว่า ดิฉันควรเลือกที่จะรับความช่วยเหลือมากกว่าที่จะพยายามแสวงหาความเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมไม่เคยมีในโลกนี้ ดิฉันไม่เข้าใจว่าในเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ยังไม่เคยเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม แล้วชาวบ้านธรรมดาๆจะยังสามารถฝากความหวังไว้กับใครได้อีก แต่สำหรับดิฉันแล้วไม่ว่าที่สุดคดีการถูกบังคับให้หายตัวไปของคุณสมชายจะจบลงอย่างไร ดิฉันเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งทุกสิ่งที่ได้บันทึกไว้ในสำนวนคดีนี้จะได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชน และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินในที่สุด

 

กว่าจะมาถึงวันนี้ดิฉันผ่านอะไรมามากมาย ทั้งความผิดหวังจากหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม และความหวังที่ถักทอขึ้นจากบรรดากัลยาณมิตร และมิตรภาพของผู้คนร่วมสังคม น้ำใจไมตรีและความกล้าหาญของเด็กผู้หญิงนิรนามซึ่งเป็นประจักษ์พยานสำคัญในคดี รวมทั้งความเสียสละ อดทน และอหิงสาของลูกๆทุกคน สิ่งเหล่านี้เองที่หล่อเลี้ยงหัวใจของดิฉันให้เข้มแข็ง และสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ดิฉันเชื่อว่าบางที่การต่อสู้ของคนเล็กๆคนหนึ่งในสังคมอาจให้บทเรียนกับผู้มีอำนาจบ้างก็ได้ และ ณ วันนี้ดิฉันเชื่อว่า ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณสมชายก็ตาม คุณสมชายจะไม่เสียใจ แต่จะภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่ง และในฐานะบ่าวผู้ภักดีของพระผู้เป็นเจ้าจนถึงที่สุดของชีวิต ... วันนี้ร่างของคุณสมชายคงสงบนิ่งอยู่ ณ ที่ใด ที่หนึ่งโดยปราศจากซึ่งความกลัว ความกังวล และห่วงใย ดิฉันจึงได้แต่ฝากคำถามไปยังผู้มีโอกาสได้พบร่างของคุณสมชาย ดังบทกวี “Death “ ของ Harold Pinter ผู้ได้รับรางวัล โนเบล สาขาวรรณคดี เมื่อปี 2548 และในวลีสุดท้ายที่ว่า ....

 

...แล้วคุณ...ได้จูบลาเขา ....แทนฉันหรือเปล่า

อังคณา นีละไพจิตร

12 มีนาคม 2549



[1] สุชีพ ณ สงขลา , ซือโก๊ะ แซกอ , มิตรนราการพิมพ์ พระโขนง กรุงเทพฯ

[2] เล่มเดียวกัน หน้า ( 6 )

March 11

The Meaning and Origin of Akhlaq


The word akhlaq is the plural for the word khulq which means disposition. "Disposition" is that faculty (malakah) of the soul which is the source of all those activities that man performs spontaneously without thinking about them. Malakah is a property of the soul which comes into existence through exercise and repetitive practice and is not easily destroyed.

 

A particular disposition (malakah) may appear in human beings because of one of the following reasons:

1. Natural and physical make up: It is observed that some people are patient while others are touchy and nervous. Some are easily disturbed and saddened while others show greater resistance and resilience.

2. Habit: Which is formed because of continual repetition of certain acts and leads to the emergence of a certain disposition.

3. Practice and conscious effort: Which if continued long enough will eventually lead to the formation of a disposition.

Even though the physical make-up of an individual produces certain dispositions in him, it is by no means true that man has no choice in the matter and is absolutely compelled to abide by the dictates of his physical make-up. On the contrary, since man has the power to choose, he can overcome the dictates of his physical nature through practice and effort, and can acquire the disposition of his choice.

Of course, it should be admitted that those dispositions which are caused by the mental faculties such as intelligence, memory, mental agility, and the like, are not alterable. All other dispositions, however, may be changed according to man's will. Man can control his lust, anger and other emotions and desires, and channel them to edify himself and propel himself along the path of perfection and wisdom.

When we speak of man's capacity to bring about changes in his dispositions, we do not mean that man should destroy his instincts of reproduction or self-preservation. Man could not exist without these instincts. What we mean is that one should avoid going to either extremes in regard to them, and maintain a condition of balance and moderation so that they may perform their functions properly. Just as the seed of a date grows into a fruitful tree through proper care, or a wild horse is trained to serve his master, or a dog is trained to be the lifelong friend and a help to man, so also can man attain perfection and wisdom through self-discipline and intelligent perseverance.

Human perfection has many levels. The greater the amount of self-discipline and effort on the part of the individual, the higher the level of perfection that he would attain. In other words, he stands between two extreme points, the lowest of which is below the level of beasts and the highest of which surpasses even the high station of angels. The human movement between these two extremes is discussed by `ilm al-akhlaq or the science of ethics. It is the goal of ethics to raise and guide man from the lowest animal state to that exalted position superior to that of the angels.

The importance of ethics is thus revealed. And it is because of the reasons mentioned above that ethics is considered to be the most exalted and valuable of sciences; since the worth of any science is directly related to the worth of the subject with which it is concerned, and since the subject of the science of ethics is man and the means through which he can attain perfection. Moreover, we know that man is the noblest of creatures, the ultimate purpose of whose existence is to attain perfection; therefore, it follows that ethics is the noblest of all sciences.

In fact, in the past, the philosophers did not consider any or the other fields of learning to be truly independent sciences. They believed that without the science of ethics and spiritual purification, mastery over any other science is not only devoid of any value, but it would in fact lead to the obstruction of insight and ultimate destruction of those who pursue it. That is why it has been said that which means, `knowledge is the thickest of veils', which prevents man from seeing the real nature of things.

Souls Purification and Adornment

Moral virtues in man gain him eternal happiness, while moral corruption leads him to everlasting wretchedness. It is therefore necessary for man to purge and purify himself of all evil traits of character and adorn his soul with all forms of ethical and moral virtues. Moreover, without having cleansed oneself of all evil habits, it would be impossible to nourish and develop moral virtues in oneself. The human soul can be compared to a mirror in this regard. If we wish to see something beautiful reflected in a mirror, we must first cleanse the mirror, so that dust and dirt do not disfigure the reflection. Any attempt to obey God's commands would be fruitful and successful only when one has purified himself of evil habits and tendencies; otherwise, it would be like putting on jewels on a dirty and unwashed body. When self-purification has been completed and one is completely rid of all evil habits of thought, speech and action, then the soul is ready to receive the unlimited grace of God. Such reception is the ultimate reason for which man was created.

In truth, God's grace and the Divine mysteries are always accessible to man. It is man that must purify his soul and develop within himself the necessary receptivity to benefit from the infinite grace of his Creator.

There is a tradition of the Holy Prophet (S) which says:

The angels do not enter a house in which there is a dog.

How is it possible, then, for the rays of God's grace and Divine illumination to enter a heart filled to the brim with immoral, selfish, and bestial desires? The hadith of the Prophet (S): 

 

 (meaning, "My religion is based on cleanliness"), does not refer to outward cleanliness alone; more than that it alludes to the inner purity of the soul.

 

In order to attain ultimate and final perfection, it is necessary to traverse the path of struggle against selfish lusts and immoral tendencies which may exist within the soul, and thus to prepare the soul to receive the grace of God. If man sets foot on the path of self-purification, God shall come to his aid and guide him along the path:

And [as for] those who struggle in Our cause, surely We guide them in Our ways.

(29:89)

Faculties of the Soul: Their Effects and Characteristics

At the time of its creation, the soul of man is like a clean tablet, devoid of all faculties (traits), whether good or evil. As one progresses through life, he develops faculties which are directly related to the way he lives, thinks, and acts. The speech and deeds of man, when repeated over a long period of time, produce a lasting effect in the soul which is known as a "faculty". This faculty penetrates the soul and becomes the origin and cause of man's actions. In other words, the human soul becomes used to these faculties, establishes a union with it, and determines the human being's direction in accordance with their dictates. If these faculties (malakat) are noble, they manifest themselves as moral and wise speech and behaviour in man. If, on the contrary, they are evil and base, they are manifested through immoral and perverse behaviour.

These very faculties play the decisive role in determining the fate of the individual in the eternal world of the Hereafter. The soul shall be accompanied there by the same faculties that it was associated and united with in this world. If these faculties are virtuous, the soul shall have eternal bliss, and if they were wicked ones, it shall face eternal damnation.

This matter of malakat provides the answer to those who say how could the Compassionate and Merciful God condemn an individual to eternal damnation for a sin committed in a short span of time. The thing to keep in mind is that when a sin committed repeatedly leads to the development of a faculty in man, since this evil faculty is incorporated in the soul, the punishment and torture which accompany it will also afflict the soul. The Quran says:

And every man-We have fastened to him his bird of omen upon his neck and We shall bring forth for him, on the Day of Resurrection, a book he shall find spread wide open. Read thy book! Thy soul suffices thee this day as a reckoner against thee.

( 17:13-14)

And

And the book shall be set in place; and thou wilt see the sinners fearful at what is in it, and saying, `Alas for us how is it with this Book, that it leaves nothing behind, small or great, but it has numbered it?' And they shall find all they wrought present, and thy Lord shall not wrong anyone.

(18:49)

And

The day every soul shall find what it has done of good brought forward, and what it has done of evil; it will wish if there were only a far space between it and its deeds. (3:29)

The Soul and Its Powers

The soul (nafs) is that heavenly essence which employs the body and uses its various organs to attain its goals and purposes. The soul has also other names as spirit (ruh), intelligence (`aql), and heart (qalb) although these terms have other usages as well.

The most important faculties of the soul are:

1. The power of intelligence (al-quwwah al-aqliyyah)-angelic.

2. The power of anger (al-quwwah al-ghadabiyyah)-ferocious.

3. The power of desire (al-quwwah al-shahwiyyah)-animalistic.

4. The power of imagination (al-quwwah al-wahmiyyah)-demoniac.

The function and value of every one of these powers or forces of the soul is commonly well understood. If man did not have the power of reason, it would have been impossible for him to distinguish between good and evil, right and wrong, true and false. If he did not possess the faculty of anger, he could not defend himself against attack and aggression. If the force of sexual attraction and desire did not exist in man, the continued existence of the human species would be endangered. And finally, if man lacked the power of imagination, he could not visualise universals or particulars, and he would be unable to make any inferences based on them.

With this explanation, the characteristics mentioned for each of the four human faculties are made clear and comprehensible. Reason is the guiding angel of man. The power of anger and fierceness in man brings about ferocity and violence in him. His power of desire and passion propels him towards immorality and licentiousness. And the imaginative power in man provides the preliminary material for the formation of demoniac schemes, plots and machinations. Now, if the faculty of reason is put in control of the other faculties, it keeps them in their rightful place and moderates their excesses; they will work for the welfare of man and shall perform useful functions; otherwise, nothing except evil and mischief will come of them.

The relationships of these four faculties of the human soul to one another are described in the following allegorical manner. Imagine a traveller on horseback accompanied by a dog and a man who is a spy for the bandits. The mounted traveller represents reason. The mount represents desire and passion. The dog represents the power of anger and fierceness. And the spy represents the imaginative power. If the traveller just mentioned is successful in controlling his mount, the dog, and the spy, and in maintaining his authority over them, he shall arrive at his destination safely; otherwise, he will be destroyed. The human soul is thus a stage or a battlefield on which there is a continuous struggle between these four powers. What would be the dominant characteristic and nature of an individual's soul is entirely dependent on the outcome of this struggle. In other words, whichever of the four powers emerges victorious, it shall determine the character and inclination of the soul. That is why some souls are angelic, some are animalistic and bestials and still others are demoniac.

In a hadith from Imam Ali (A), he is related as saying:

 

Surely God has characterized the angels by intellect without sexual desire and anger, and the animals with anger and desire without reason. He exalted man by bestowing upon him all of these qualities. Accordingly, if man's reason dominates his desire and ferocity, he rises to a station above that of the angels; because this station is attained by man in spite of the existence of hurdles which do not vex the angels.

Pleasures and Pains

Pleasure is a condition experienced by the soul when it perceives something harmonious with its own nature. Pain and suffering is occasioned when the soul comes into contact with things which are in disharmony with its nature. Since the powers of the soul are four in number, it follows that the pleasures and pains of the soul must also be divided into four categories, each corresponding to one of the four faculties.

Pleasure of the reasoning faculty lies in gaining knowledge about the real nature of things, and its pain lies in ignorance and deprivation from such knowledge.

Pleasure of the faculty of anger and fierceness lies in the feeling of being victorious and in satisfaction at overcoming an enemy and taking one's revenge. Its pain lies in the feeling of being overpowered and defeated.

Delight of the faculty of desire and passion is enjoyment of foods, drinks, and sexual association while its pain lies in denial of such experiences.

Pleasure of the imaginative faculty lies in the visualization of particulars which lead to the appearance of carnal desires and demonic tendencies, while its pain lies in the insufficiency and inadequacy of these visions.

The strongest and the purest of pleasures is the pleasure experienced by the faculty of reason. This is a form of pleasure which is both inherent and natural to man. It is a pleasure which is constant, not subject to the changing experiences in his daily life.

It is unlike the other pleasures, which belonging to the body and being animalistic, are transitory in nature and without any lasting value. These animal pleasures are in fact so low and trivial that man is ashamed of them and tries to conceal them. If it were to be said of a man that he derives great pleasure from eating, drinking, and engaging in sexual intercourse, he shall be ashamed and upset about it. While, if such activities and pleasures were becoming for man, not only would he not be ashamed of them, he would in fact be glad if such a matter were published widely and be proud of it.

We can conclude, then, that the kind of pleasure that is becoming for man and could be said to be really gratifying, and not be such in appearance alone, is the kind 'of pleasure experienced by the soul's reasoning faculty. This sort of pleasure has many degrees, the highest of which is experienced in nearness to God. This most sublime of pleasures is attained through love and knowledge of God, and acquired through abiding effort to be ever nearer to Him. When one's whole effort is directed towards attaining this real and lasting pleasure, sensual pleasures will be overshadowed; they shall take their proper place in man's life, being pursued in moderation.

Goodness and Happiness

The ultimate aim of the purification of the soul and aquirement of a moral and ethical character is to attain felicity and happiness. The most consummate felicity and happiness for man is to be the embodiment and manifestation of Divine attributes and characteristics. The soul of a truly happy man is developed with the knowledge and the love of God; it is illuminated by the effulgence emanating from the God head. When that happens, nothing but beauty shall emanate from him; since beauty can emanate only from what is beautiful.

It should be kept in mind that true felicity can not be attained or retained unless all the faculties and powers of the soul are purified and reformed. By reforming some faculties of the soul, or all of them, for a short period of time, happiness will not be attained. It is similar to physical health. A body can be said to be healthy only when all its limbs and organs are healthy. Therefore, the individual who seeks to attain ultimate and perfect happiness, must free himself or herself from the clutches of demonic and animal forces and tendencies and step on the ladder of ascension to the higher realms.

 from: http://al-islam.org/al-tawhid/felicities/2.htm


March 09

Temasek and Singapura


Although legendary accounts shroud Singapore's earliest history, chroniclers as far back as the second century alluded to towns or cities that may have been situated at that favored location. Some of the earliest records of this region are the reports of Chinese officials who served as envoys to the seaports and empires of the Nanyang (southern ocean--see Glossary), the Chinese term for Southeast Asia. The earliest first-hand account of Singapore appears in a geographical handbook written by the Chinese traveler Wang Dayuan in 1349. Wang noted that Singapore Island, which he called Tan-ma-hsi (Danmaxi), was a haven for several hundred boatloads of pirates who preyed on passing ships. He also described a settlement of Malay and Chinese living on a terraced hill known in Malay legend as Bukit Larangan (Forbidden Hill), the reported burial place of ancient kings. The fourteenth-century Javanese chronicle, the Nagarakertagama, also noted a settlement on Singapore Island, calling it Temasek.

 

A Malay seventeenth-century chronicle, the Sejarah Melayu (Malay Annals), recounts the founding of a great trading city on the island in 1299 by a ruler from Palembang, Sri Tri Buana, who named the city Singapura ("lion city") after sighting a strange beast that he took to be a lion. The prosperous Singapura, according to the Annals, in the mid-fourteenth century suffered raids by the expanding Javanese Majapahit Empire to the south and the emerging Thai kingdom of Ayutthaya to the north, both at various times claiming the island as a vassal state.

 

The Annals, as well as contemporaneous Portuguese accounts, note the arrival around 1388 of King Paramesvara from Palembang, who was fleeing Majapahit control. Although granted asylum by the ruler of Singapura, the king murdered his host and seized power. Within a few years, however, Majapahit or Thai forces again drove out Paramesvara, who fled northward to found eventually the great seaport and kingdom of Malacca. In 1414 Paramesvara converted to Islam and established the Malacca Sultanate, which in time controlled most of the Malay Peninsula, eastern Sumatra, and the islands between, including Singapura. Fighting ships for the sultanate were supplied by a senior Malaccan official based at Singapura. The city of Malacca served not only as the major seaport of the region in the fifteenth century, but also as the focal point for the dissemination of Islam throughout insular Southeast Asia.